ความท้าทายของธุรกิจครอบครัวในยุคนี้

เมื่อหลายเดือนก่อน มีทายาทโรงงานแห่งหนึ่งโทรมาหาเรา เขาบอกว่าเขาเห็นงานของยินดีแล้วอยากรีแบรนด์มากเลย อันตัวเขาเนี่ยเป็น gen 3 เป็นลูกคนโต ธุรกิจของเขาเป็นธุรกิจครอบครัว ทุกคนในตระกูลมาช่วยกัน แบรนด์นี้ขายดีอันดับ 1 แต่คนจำชื่อแบรนด์ไม่ได้ หยิบด้วยความเคยชิน และคู่แข่งก็มากขึ้นเรื่อยๆ
.

เราเล่าให้เขาฟังเรื่องพื้นฐานแบรนดิ้ง เขาบอกว่าผมเห็นด้วยทุกอย่าง ผมเห็นความสำคัญของเรื่องนี้ โรงงานเขาเป็นแห่งเดียวที่ยังทำมือ ยังรักษาวิธีการทำแบบดั้งเดิมตั้งแต่สมัยอากงอาม่าไว้ ที่อื่นไม่มีใครทำแล้ว แต่ตอนนี้มันไม่สามารถสื่อออกมาได้ ผมอยากให้คนได้เห็น value ตรงนี้ เราบอกว่าจริง เห็นด้วย น่าเสียดายนะถ้าไม่ทำ สิ่งที่เขาสืบต่อมามันดีมากๆ ทำเถอะ แล้วก็เสนอ proposal ไป
.

พักใหญ่ เขาติดต่อกลับมา บอกว่ายังสรุปไม่ได้ ความยากอยู่ที่ gen 2 ครับ มีบางคนไม่เห็นด้วยที่จะต้องลงทุนทำขนาดนี้ (ก็พ่อผมเองนี่ล่ะครับ 😂) มันก็ขายดีอยู่แล้ว จะไปเสียเงินทำไม พี่ฝนช่วยผมหน่อยได้ไหมครับ พี่ช่วยปรับลดงบประมาณหน่อยได้ไหม ผมว่ามันต้องทำจริงๆ
.

เราตอบไปว่า เราเข้าใจ มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยแหละ ที่จะทำให้คนรุ่นก่อนเห็นความสำคัญของเรื่องนี้ เพราะเขาเติบโตมากับการเป็นโรงงานผลิต ที่สมัยนั้นไม่ต้องทำการตลาดอะไร ไม่ต้องโฆษณาอะไรก็ขายได้ แล้วก็ขายมาได้จนถึงทุกวันนี้ อันนี้เราก็ต้องเข้าใจโลกของเขาก่อน
.

พี่ฝนช่วยได้ 2 เรื่องนะคะ เรื่องแรกเรื่องเงิน เราปรับสโคปงาน ลดจำนวนงานลง เอาเท่าที่จำเป็นก่อนก็ได้ แล้วก็ช่วยแถมให้อีกด้วยได้ ส่วนเรื่องที่สองคือ พี่สามารถช่วยคุยกับคุณพ่อได้ ว่าทำไมมันถึงต้องทำ เพราะการลดราคาจะไม่มีประโยชน์อะไรเลย ถ้าคุณพ่อยังไม่เห็นความสำคัญของสิ่งนี้ ต่อให้ถูกแทบตายก็จะยังคิดว่าจะเสียเงินไปทำไม และการทำงานที่จะเกิดขึ้นในอนาคตคือจะปั่นป่วนแน่นอน ถ้าทุกคนไม่ได้อยู่ในที่เดียวกัน
.

เขาเข้าใจ และหายไปพักนึง
.

ครั้งถัดมา เขาพาน้องๆ มาหาเราที่ออฟฟิศ นั่งคุยกัน น้องๆ เห็นภาพชัดเจน (เราเข้าใจว่าเขาพาแนวร่วมมาตั้งศูนย์กันตรงนี้ จะได้กลับไปคุยกับพ่อได้ ซึ่งถือว่าชาญฉลาดมากเด้อ)
.

ครั้งถัดมาอีก เขาพามาทั้งตระกูล มีพ่อ แม่ อากู๋ อาอี๊ น้องๆ สะใภ้ เชื่อว่าเขาเกริ่นมาระดับนึง ระดับเยอะเลยแหละ คือน่าจะตกลงกัน 99% แล้วว่าจะทำ ถึงพามาได้ขนาดนี้ ที่เหลือคือพามาดูตัว (อีกแล้ว) ชื่นชมในความมุ่งมั่นมากๆ 👍
.

เรานั่งคุยกันพักนึง เราว่าคนที่ยากที่สุดน่าจะเป็นคุณพ่อจริงๆ ด้วย แกจะนิ่งๆ นิดนึง ไม่ค่อยพูดกับเราเยอะ แต่ก็ฟังอย่างตั้งใจมาก เราบอกคุณพ่อไปด้วยความชื่นชมว่า หนูเข้าใจเลยว่ามันจะรู้สึกเสี่ยงๆ หน่อย มันไม่ง่ายเลยแหละที่คนรุ่นคุณพ่อจะเปิดใจรับสิ่งใหม่ของอีกรุ่นนึงแบบนี้ได้ ขอบคุณคุณพ่อที่เปิดใจ และขอบคุณลูกชายเขาด้วยที่ยืนหยัด
.

ในที่สุดคุณพ่อก็บอกพวกเราว่า ฝากด้วย (โฮ้ว ราวกับเสียงจากสวรรค์)
.

ครั้งที่สามคือเมื่อวานนี้ หลังจากเราทำงานเบื้องต้นไปส่วนหนึ่ง เราก็ไปประชุมเพิ่มเติมที่โรงงาน ถือเป็นการเอาทุกอย่างมากองบนโต๊ะ และได้ทำความรู้จักเขาให้ลึกขึ้นไปอีก บรรยากาศคือแบบ เรียกว่าเหมือนกินโต๊ะจีนรวมญาติเลยจ้าาา ตระกูลมาครบ นั่งคุยกันสนุกสนาน ได้เข้าไปดูโรงงานเขา เห็นการทำงานด้วยมือที่พิถีพิถัน โดยพนักงานเก่าแก่ที่ทำกันมาหลายสิบปี รู้สึกตื่นเต้นที่จะได้ทำงานนี้ ส่วนคุณพ่อ ก็แบบว่าคุยอย่างออกรสออกชาติ เฮฮามาก ประชุมเสร็จทุกคนก็พาพวกเราไปกินข้าวที่ร้านดังประจำถิ่นอีกต่างหาก
.

เส้นทางเพิ่งเริ่มต้น แต่เรารู้ว่าตอนนี้ทุกคนอยู่ที่เดียวกันแล้ว ดีใจมากที่ได้เห็นครอบครัวที่น่ารักอีกครอบครัวนึงเห็นอนาคตร่วมกัน ที่เหลือก็คือช่วยพากันไปให้ถึงที่ที่อยากไป
.

สิ่งที่ทำให้รักการทำแบรนด์ให้ธุรกิจครอบครัวก็คืออย่างนี้ คือได้เห็นบ้านเขาเป็นหนึ่งเดียวกัน ส่วนของแถมที่ได้มาก็คือ เราได้มีญาติเพิ่มด้วยจ้า 😍