เส้นแบ่งระหว่าง work กับ home

YindeeFB WorkHome 20200407 1240

บาลานซ์งานกับบ้านอย่างไร ให้ใจเรายังสบายและมีประสิทธิผล

หลายบริษัท work from home กันแล้ว บางคนบอกว่าชอบ ได้ทำงานเงียบๆ มีสมาธิดี มีประสิทธิภาพมากขึ้น ไม่ต้องเสียเวลาเดินทาง บางคนบอกอึดอัด เพราะเอ็นจอยกินเยอะ เริ่มอ้วน ขณะที่บางคนบอกเหงา เงียบเกิน บรรยากาศไม่เหมือนนั่งอยู่กับเพื่อนที่ออฟฟิศ ส่วนบางคนถึงขั้นเครียด บอกว่าทำงานเยอะขึ้น และกลายเป็นทำงานตลอดเวลา 

ข้อสุดท้ายนี่อันตรายนะ ยิ่งถ้าเป็นงานนั่งหน้าคอมที่ทำไปได้เรื่อยๆ ยิ่งทำจะยิ่งเพลิน จนลืมเวลา ลืมกินข้าว ลืมดูแลตัวเอง จนกลายเป็นออฟฟิศซินโดรมในบ้าน!

อย่ากระนั้นเลย เรามาหาเส้นแบ่งกันดีว่า ถ้าเราไม่ได้ถูกแบ่งด้วย บ้าน-ที่ทำงาน อีกต่อไป (หรือจริงๆ บางคนอาจไม่เคยแบ่งเลย มันปะปนกันมาตลอดชีวิต) แล้วเราจะแบ่งยังไงดี มาบาลานซ์กันดีกว่า ไม่มีช่วงไหนเหมาะไปว่าช่วงนี้อีกแล้ว 

  1. แบ่งด้วยเวลา
  • สื่อสารกับทีมและผู้เกี่ยวข้องให้ชัดเจนว่าเวลาทำงานของคุณเริ่มกี่โมง จบกี่โมง และถามเพื่อนร่วมงานถึงเวลาของเขาเช่นกัน
  • วิธีนี้จะทำให้คุณสามารถจัดเวลาสำหรับเรื่องส่วนตัวอื่นๆ เช่น ออกกำลังกาย พักผ่อน ได้อย่างอิสระ โดยไม่รู้สึกว่าเอ๊ะ ฉันควรทำเยอะกว่านี้ไหม หรือ เอ๊ะ ฉันทำน้อยไปไหม
  • สื่อสารจุดตั้งต้น จดสิ้นสุดงานของคุณเอง เช่น “เข้างานค่ะ” ในตอนเช้า / “เลิกงานแล้วนะครับ” ในตอนเย็น ให้ทุกคนรู้สถานะของคุณ
  • หากคุณยินดีทำงานนอกเวลา หรือยินดีตอบไลน์ทีมนอกเวลา ย่อมทำได้ อย่าให้มีข้อจำกัดนะคะ เพราะสถานการณ์ในตอนนี้ทุกคนต้องช่วยกัน แต่ให้คุณและทุกคนรู้ว่าคุณเต็มใจที่จะทำมันนอกเวลา คุณจะได้ไม่รู้สึกว่าฉันเหนื่อยเกิน หรือฉันต้องทำงานตลอดเวลาเลยเนี่ย ซี่งเป็นสาเหตุของการ burn out หรือเน่าใน (แปลไม่ตรงหรอก แต่อารมณ์มันได้) นานๆ ไปจะพาลอยากเปลี่ยนอาชีพ ไม่เอาแล้วโว้ย
  • จำไว้ว่า ทุกอย่างถูกจัดการได้ด้วยการสื่อสาร อย่าเก็บมันไว้คนเดียว และคุณสามารถสร้างโครงสร้างที่เวิร์คกับตัวคุณเองและทุกคนในทีมได้ด้วยการสื่อสาร เช่น คุณขอยืดหยุ่นกับเวลาอย่างไร ก็ปรึกษากันไป
  • และเมื่อคุณแบ่งเวลาส่วนตัวจนได้ออกมาแล้ว อย่าลืมใช้เวลานั้นอย่างคุ้มค่าด้วยนะ อย่าเอาไปนั่งดู Netflix หรือเล่น social media หมดล่ะ
  1. แบ่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ 
  • ตอนนี้หลายคนอยู่ในห้องหรือบ้านที่มีเส้นทางโคจรประจำวันคือ เตียง โต๊ะ ตู้เย็น โต๊ะ เตียง ตู้เย็น วนไปข่ะ 
  • จนหลายครั้งมันก็กลั้วกลมกลืนกันไปหมด จนแยกไม่ออกว่าตอนนี้กำลังทำงานหรือกำลังพักกันแน่ และทำให้มีผลกับประสิทธิภาพในการทำงาน
  • ขอแนะนำให้คุณแยกสเปซให้ชัดเจนที่เวิร์คสำหรับคุณ เช่น ทำงานที่โต๊ะทำงาน พักที่โซฟาหรือเตียง ไม่ปะปนกัน ไม่เอางานไปทำบนเตียง หรือไม่นั่งเล่นเกมบนโต๊ะทำงาน 
  • ฟังดูมันเป็นคอนเซ็ปต์จังเลย จะทำได้เหรอ ทั้งนี้หมายเหตุไว้ก่อนว่าอันนี้เป็นข้อเสนอแนะนะคะ ซึ่งการบาลานซ์นี้จะเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับแต่ละคนเลย
  • ทั้งหมดนี้เพื่อให้คุณโฟกัส แบ่งโหมด และไม่รู้สึกเหมือนทำงานตลอดเวลาอีกเช่นกัน 
  • การจัดสเปซของแต่ละที่ ให้มีบรรยากาศแยกจากกันอย่างชัดเจนก็ช่วยได้นะคะ เช่น โต๊ะทำงานก็ให้ออกแนวจริงจังวินัยๆ หน่อย ส่วนมุมพักผ่อนก็ปล่อยไหลเลื่อนเปื้อนไปได้เลย
  • ขอแถมนิดนึงด้วยว่า เก้าอี้ทำงานสำคัญมาก ในระยะยาวเราต้องการเก้าอี้ที่ดีกับหลังของเรา ถ้าเมื่อไหร่ที่เริ่มรู้สึกปวดหลังเพราะเก้าอี้ ให้รีบหามาเปลี่ยนเลยนะคะ ไม่งั้นอาจกลายเป็นอาการเรื้อรังได้ ไม่คุ้มเลยค่ะ 
  1. แบ่งตามใจฉันนี่แหละ
  • จาก 2 ข้อข้างบนนั้น คุณอ่านแล้วอาจจะรู้สึกว่า ก็รู้นะ แต่แหม เวลาทำจริงๆ มันทำไม่ได้ขนาดนั้นหรือเปล่า คนเรามันจะเป๊ะอะไรขนาดนั้น 
  • แล้วยิ่งตอนนี้ ไหนๆ ได้อยู่บ้านแล้ว สบายจะตาย อยากนอนเมื่อไหร่ก็นอน นอนดึกแค่ไหนก็ได้ ถ้าพรุ่งนี้ไม่มีอะไรด่วนก็ดึกไปเถอะ อยากกินเมื่อไหร่ก็กิน ตื่นบ่ายสอง กินข้าวเช้าสี่โมงเย็น ชิล… มันมีแนวโน้มที่เราจะทำแบบนั้นกับชีวิตเสรีของเราเลยแหละ
  • ถ้าคุณอยู่ในกลุ่มนี้ เราห้ามคุณไม่ได้หรอก ขอให้คุณทำไปเลยค่ะ โอกาสมาแล้ว เอาให้สุด แต่ขอให้หยุดถ้าร่างกายเตือนเราแล้วกันนะคะ สังเกตร่างกายและจิตใจของตัวเองอย่างสม่ำเสมอด้วย ว่ามันยังแข็งแรงดีอยู่ไหม 

สิ่งที่ร่างกายและจิตใจของเราต้องการจากเราในช่วงไวรัสโคโรน่าระบาด มีดังนี้ค่ะ 

1. นอนให้เพียงพอ สักวันละ 8 ชั่วโมง การนอนสำคัญที่สุดที่จะทำให้สุขภาพแข็งแรง การอดนอนทำให้เราป่วยง่าย 

 2. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพื่อปอด ตับ และหัวใจที่แข็งแรง เพิ่มออกซิเจนในเลือด ไม่อย่างนั้นไวรัสจะโจมตีเราง่ายเช่นกัน

 3. กินอาหารที่มีประโยชน์ พวกบะหมี่หรือขนมซอง เอาไว้ไม่มีอะไรกินจริงๆ ค่อยแกะมากินนะคะ ช่วงที่ยังหาอาหารได้สะดวกแบบนี้ขอให้กินอาหารที่มีประโยชน์ไว้ค่ะ ลดเค็ม ลดน้ำตาล เพลาหล้า งดบุหรี่นะคะ มีผลกับความแข็งแรงของปอดค่ะ 

4. รีแล็กซ์ ผ่อนคลายให้สมดุล หลายคนกำลังอยู่ในห้องแคบๆ เจอคนเดิมๆ (บางคนคือเจอแต่หน้าตัวเอง) และทำกิจกรรมซ้ำๆ ให้คุณพาตัวเองออกไปที่อื่นบ้าง (ออกไปแบบอยู่ที่เดิมนี่แหละ) เช่น ซูมคุยกับเพื่อนๆ ออกไปรับแสงแดดหน้าบ้าน หรือเรียนอะไรสนุกๆ ออนไลน์ เรียนเต้น เรียนภาษาที่เราชอบ ฝึกทักษะใหม่ๆ เวลาที่มันมีพัฒนาการ เราจะไม่รู้สึกว่าเราอยู่กับที่นะ 

 5. ดูแลสภาวะจิตใจของตัวเอง ปล่อยวางความกังวลและเรื่องราวใส่ไข่ อยู่กับปัจจุบัน ถ้ามันแน่นอกนักก็หาเพื่อนคุย ได้พูดออกมาบ้างก็จะสบายใจขึ้น เรื่องนี้สำคัญนะคะ เพราะความเครียดจะทำให้เรากินไม่ได้ นอนไม่หลับ ให้เคลียร์ความกังวลออกไปซะ หรือใช้โอกาสนี้ในการขัดเกลาภายในจิตใจของตัวเอง สวดมนต์ตามความเชื่อ ช่วยเหลือผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือตามกำลัง และกำลังใจอย่าให้ตกนะคะ 

ขึ้นชื่อว่าการบาลานซ์ มันก็เริ่มจากการหาจุดสมดุลล่ะค่ะ แรกๆ เราอาจะน้อยไปบ้างเกินไปบ้าง บางจุดต้องเพิ่ม บางจุดต้องลด จนได้เจอจุดที่ลงตัวที่สุดสำหรับเราเอง 

ขอให้สถานการณ์ ที่เราต้อง work from home ในครั้งนี้ ทำให้เราทุกคนได้ค้นพบจุดสมดุลใหม่ และศักยภาพใหม่ ที่เราไม่เคยค้บพบมันมาก่อนไปด้วยกันนะ เป็นกำลังใจให้ทุกคนค่ะ